Chapter 2 Reading mode

บทที่ 2: ไฟฟ้าเบื้องต้นสำหรับคนทำลำโพง

พื้นฐานไฟฟ้าและการวัดค่าที่ใช้จริงในงานลำโพง

บทที่ 2: ไฟฟ้าเบื้องต้นสำหรับคนทำลำโพง

ศัพท์สำคัญประจำบท

ศัพท์หลักที่ต้องเข้าใจก่อน

คำศัพท์ความหมายแบบสั้นใช้กับงานลำโพงอย่างไรตัวอย่าง/ข้อควรระวัง
แรงดัน (Voltage, V)แรงผลักที่ทำให้กระแสไหลดูว่าแอมป์/บอร์ดต้องการไฟกี่โวลต์ใช้ไฟเกินสเปก ชิปอาจพังทันที
กระแส (Current, A)ปริมาณไฟที่ไหลเลือกสายไฟ, BMS, ฟิวส์, อะแดปเตอร์กระแสสูงแต่สายเล็ก อาจร้อน/ไหม้
กำลังไฟ (Power, W)พลังงานต่อเวลาใช้คำนวณภาระจากแบต/อะแดปเตอร์กำลังไม่เท่าความดังเสมอไป
โหลด (Load)ภาระทางไฟฟ้าที่วงจรมองเห็นงานลำโพง: โหลดหลักคือลำโพง 4Ω/8Ωโหลดต่ำ → กระแสสูง → แอมป์ร้อน/ตัดได้
ความต้านทาน (Resistance, Ω)ต้านกระแสไฟ DCใช้วัดสายขาด/ช็อต/ค่า Re ของลำโพง4Ω (nominal) ไม่ได้แปลว่า DC ต้องได้ 4Ω
Impedance (Z)ความต้านทานต่อสัญญาณ ACใช้เลือกแอมป์ให้เหมาะกับลำโพงลำโพง 4Ω มี Z เปลี่ยนตามความถี่

ศัพท์เสริมที่จะเจอในบท

คำศัพท์ความหมายแบบสั้นใช้กับงานลำโพงอย่างไรตัวอย่าง/ข้อควรระวัง
AC / DCไฟสลับ / ไฟตรงแบตเป็น DC, สัญญาณเสียงเป็น ACวัดผิดโหมดทำให้สรุปผิด
Series / Parallelต่ออนุกรม / ต่อขนานใช้จัดแบต 1S/2S/3S และลำโพงต่อขนานผิดทำให้โหลดต่ำเกิน
RMSค่ากำลัง/แรงดันเทียบเท่าใช้งานจริงใช้คำนวณกำลังลำโพง/สัญญาณPeak ไม่เท่ากับ RMS
Continuityโหมดเช็กสายขาดไล่วงจร + หา shortห้ามวัดตอนมีไฟเลี้ยง

ทำไมต้องเข้าใจไฟฟ้าลึกกว่า “V=IR”

มือใหม่มักรู้ว่า V = IR (แรงดัน = กระแส × ความต้านทาน) และพอใจ แต่ในงานลำโพงจริง คุณต้องใช้สูตรนี้ทุกวัน:

  • เลือกสายไฟ: ถ้าแอมป์ดึงกระแส 5A สาย AWG 26 (0.13mm²) จะร้อนแค่ไหน?
  • เลือกแบต: ถ้าต้องการเล่น 4 ชั่วโมง แอมป์กิน 2A ต้องการแบตกี่ Wh?
  • ตรวจ BMS: ถ้า BMS cutoff ที่ 6V แต่แบต 2S หมดที่ 5.4V จะเกิดอะไร?
  • ไล่ปัญหา: ถ้าวัดแรงดันที่ขา input แอมป์ได้ 7.4V แต่แอมป์ไม่ทำงาน กระแสเข้าเท่าไร?

นี่คือเหตุผลที่บทนี้ไม่ใช่แค่ “สอนสูตร” แต่สอน “คิดเป็น” พร้อมตัวเลขจริง

ไฟฟ้าคืออะไร — จากอะตอมถึงเสียง

อะตอมประกอบด้วยโปรตอน (บวก) ในนิวเคลียส และอิเล็กตรอน (ลบ) โคจรรอบ ถ้าเราดันอิเล็กตรอนให้เคลื่อนที่จากอะตอมหนึ่งไปอีกอะตอม เราได้ กระแสไฟฟ้า (Electric Current)

แรงดัน (Voltage, V): แรงที่ดันอิเล็กตรอนให้เคลื่อนที่ — เปรียบเหมือน แรงดันน้ำ ในท่อ

กระแส (Current, A): อัตราการไหลของอิเล็กตรอน — เปรียบเหมือน ปริมาณน้ำ ที่ไหลผ่านท่อต่อวินาที

ความต้านทาน (Resistance, Ω): ความต้านการไหล — เปรียบเหมือน ความแคบของท่อ ท่อแคบ = น้ำไหลยาก = ความต้านทานสูง

ข้อจำกัดของ analogy น้ำ: น้ำไหลลงเพราะ gravity แต่อิเล็กตรอนไหลเพราะความต่างศักย์ (potential difference) ระหว่างจุดสองจุด น้ำหายไปในระบบ แต่อิเล็กตรอนไม่หาย — มันวนกลับมาที่แหล่งจ่าย (closed loop)

ประจุ (Charge, คูลอมบ์ C): 1 คูลอมบ์ = อิเล็กตรอน 6.24 × 10¹⁸ ตัว ถ้า 1 คูลอมบ์ไหลผ่านจุดหนึ่งใน 1 วินาที = กระแส 1 แอมแปร์

สูตรพื้นฐาน: I = Q / t (กระแส = ประจุ / เวลา) ถ้าแบตมีความจุ 2000mAh = 2Ah แปลว่าปล่อยประจุ 2000mA ได้ 1 ชั่วโมง

Ohm's Law Triangle

ภาพที่ 2.1 Ohm’s Law Triangle: V = I × R — ปิดตัวที่ต้องการหา ก็ได้สูตร เช่น ปิด V = I × R, ปิด I = V/R, ปิด R = V/I

Ohm’s Law — กฎที่ใช้ทุกวัน

Georg Simon Ohm (1789–1854) พบว่า กระแสสัดส่วนตรงกับแรงดัน และผกผันกับความต้านทาน:

V = I × R
I = V / R
R = V / I

ตัวอย่าง 1: แบต 1S ชาร์จเต็ม 4.2V ต่อเข้าลำโพง 4Ω กระแสจะเป็นเท่าไร?

I = V / R = 4.2V / 4Ω = 1.05A

ตัวอย่าง 2: แบต 2S ชาร์จเต็ม 8.4V ต่อเข้าลำโพง 4Ω กระแสจะเป็นเท่าไร?

I = V / R = 8.4V / 4Ω = 2.1A

นี่คือเหตุผลว่าทำไมแบต 2S ถึงให้กำลังมากกว่า 1S — แรงดันสูงขึ้น 2 เท่า → กระแสสูงขึ้น 2 เท่า → กำลังสูงขึ้น 4 เท่า (เพราะ P = V²/R)

ตัวอย่าง 3: ถ้าวัดแรงดันที่ขา input แอมป์ได้ 8.4V แต่กระแสที่ fuse เป็น 0A → อะไรผิด?

R = V / I = 8.4V / 0A = ∞ (infinity)

ความต้านทานอนันต์ = วงจรเปิด (Open Circuit) — สายขาด, สวิตช์ปิด, connector หลุด

ตัวอย่าง 4: ถ้าวัดแรงดันที่ขา output แอมป์ได้ 0V แต่กระแสจากแบตเป็น 5A → อะไรผิด?

R = V / I = 0V / 5A = 0Ω

ความต้านทานศูนย์ = วงจรลัด (Short Circuit) — สายไฟสองเส้นชนกัน, ชิปแอมป์เสีย, ลำโพงขาดแล้วสายชนกัน

Power Calculation

ภาพที่ 2.2 สูตรกำลังไฟฟ้า: P = V × I = I² × R = V² / R — ใช้คำนวณกำลังลำโพงจากแรงดันแบตและ impedance

กำลังไฟฟ้า (Power)

กำลังคือ “อัตราการทำงาน” — ในลำโพง กำลังไฟมีผลต่อความดัง แต่ความดังจริงขึ้นกับ sensitivity ของดอกลำโพง, ระยะฟัง, ตู้ลำโพง, frequency response และการสูญเสียในระบบ

P = V × I = I² × R = V² / R

หน่วย วัตต์ (W)

เปรียบเทียบ:

  • หลอด LED 5W = 220V × 0.023A
  • ที่ชาร์จโทรศัพท์ 18W = 9V × 2A
  • ลำโพง 20W = 8.9V × 2.2A (เข้า 4Ω)

ตัวอย่าง 5: ต้องการเสียง 20W เข้า 4Ω ต้องการแรงดันเท่าไร?

V = √(P × R) = √(20 × 4) = √80 = 8.94V

นี่คือเหตุผลว่าทำไมบอร์ด 5V (PAM8403) ถึงขับได้แค่ ~3W×2 — เพราะ 5V จำกัดกำลังที่ P = 5²/4 = 6.25W ต่อช่อง

ตัวอย่าง 6: TPA3116 ใช้แบต 2S (7.4V nominal) ขับ 4Ω กำลังสูงสุด?

P = V² / R = 7.4² / 4 = 13.69W ต่อช่อง (ทฤษฎี)

แต่จริง ๆ ชิปมี drop voltage ~1–2V แบตไม่เต็มตลอด และ THD+N ต่ำ ๆ ต้องการ headroom → จริง ๆ ได้ ~8–10W ต่อช่องที่เสียงพอใช้ได้ (โดยประมาณ ควรตรวจ datasheet ของรุ่นจริง)

ตัวอย่าง 7: แบต 2S 2000mAh เล่นได้นานแค่ไหน ถ้าแอมป์กินเฉลี่ย 2A?

เวลา = Ah / A = 2Ah / 2A = 1 ชั่วโมง

แต่ถ้าเป็นแบตจริง ๆ ต้องหัก: แบตเสื่อม → ความจุเหลือ ~80%, เล่นไม่ดังตลอด → กระแสเฉลี่ยจริง ~1A, อุณหภูมิต่ำ → ความจุลด 20% → เวลาจริงอาจ 1.5–2 ชม. ค่านี้เป็นประมาณการ ควรวัดจริงด้วยอุปกรณ์

ข้อสังเกตจากชุมชน DIY ไทยและปัญหาที่พบบ่อย: คำถามยอดฮิต “ทำไมแบต 6000mAh ถึงเล่นได้แค่ 2 ชม.” คำตอบ: เพราะ “6000mAh” บนกล่องอาจหมายถึง 3 ก้อน 1S2P แต่ถ้าใช้ 2S → ความจุเท่ากับ 3000mAh ที่ 7.4V ถ้าแอมป์กิน 2A → 1.5 ชม. นี่คือปกติ ไม่ใช่แบตเสีย (ข้อมูลจากประสบการณ์ส่วนตัว/กลุ่ม DIY ไทย ไม่ใช่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์)

Impedance (Z) vs Resistance (R)

มือใหม่สับสน: “ลำโพงเขียน 4Ω แต่มิเตอร์วัดได้ 3.2Ω — โดนหลอก?”

Resistance (R): ความต้านทานต่อ DC — วัดได้ด้วยมัลติมิเตอร์โหมด resistance

Impedance (Z): ความต้านทานต่อ AC — ประกอบด้วย R + L (inductance) + C (capacitance)

ลำโพงมี voice coil เป็น inductor ดังนั้น impedance เปลี่ยนตามความถี่:

  • ความถี่ต่ำ (เบส): impedance ≈ Re ~3.2–3.6Ω สำหรับ 4Ω nominal
  • ความถี่กลาง: impedance เพิ่ม อาจถึง 6–8Ω
  • Resonance frequency (Fs): impedance พุ่งสูงสุด อาจถึง 20–40Ω

Nominal Impedance: ค่าประมาณที่ผู้ผลิตระบุ มักใกล้ค่าต่ำสุดของ impedance curve

DC Resistance (Re): ค่าที่วัดได้จริง — มักเป็น 0.7–0.85 × Nominal (4Ω nominal → Re ≈ 3.0–3.4Ω)

ข้อควรระวัง:

  • วัดได้ 0Ω → voice coil short → ลำโพงเสีย
  • วัดได้ ∞ (OL) → voice coil ขาด → ลำโพงเสีย
  • วัดได้ 3.3Ω สำหรับ 4Ω → ปกติ

AC vs DC — ทำไมเสียงเป็น AC

DC (Direct Current): กระแสไหลทิศทางเดียว — แบตเตอรี่, ไฟชาร์จ

AC (Alternating Current): กระแสสลับทิศทาง — ไฟบ้าน 220V, เสียง (audio signal)

เสียงเป็น AC เพราะเสียงคือ “ความถี่” — ความถี่ 100Hz = คลื่นเปลี่ยนทิศทาง 100 ครั้งต่อวินาที

RMS (Root Mean Square): ค่า AC ที่เทียบเท่ากับ DC ในแง่กำลัง

Vrms = Vpeak / √2 ≈ Vpeak × 0.707
Vpeak = Vrms × √2 ≈ Vrms × 1.414

ตัวอย่าง: แอมป์ขับ 4Ω ด้วย sine wave Vpeak = 8V:

Vrms = 8 / 1.414 = 5.66V
P = Vrms² / R = 5.66² / 4 = 8W

Peak vs RMS vs Program:

  • Peak power: กำลังสูงสุดชั่วขณะ (มักสูงกว่าจริง 2×) — ใช้โฆษณา
  • RMS power: กำลังเฉลี่ยต่อเนื่อง — มาตรฐานจริง
  • Program power: กำลังที่ลำโพงรับได้จากเพลงจริง — มัก = 2× RMS

Series vs Parallel Battery

ภาพที่ 2.3 ต่อแบตแบบ Series (แรงดันเพิ่ม กระแสเท่าเดิม) vs Parallel (แรงดันเท่าเดิม กระแส/ความจุเพิ่ม) — 1S=3.7V, 2S=7.4V, 3S=11.1V

Series และ Parallel

Series (ต่ออนุกรม):

Vtotal = V1 + V2 + V3
Itotal = I1 = I2 = I3
Rtotal = R1 + R2 + R3

ตัวอย่าง — แบตเตอรี่:

  • 1 ก้อน 3.7V 2000mAh
  • 2 ก้อน series (2S) → 7.4V, 2000mAh (แรงดันสูงขึ้น แต่ความจุเท่าเดิม)
  • 3 ก้อน series (3S) → 11.1V, 2000mAh

ข้อควรระวัง: แบต series ต้องมี cell balancing — ถ้าก้อนหนึ่งเสื่อมกว่าก้อนอื่น → ก้อนที่อ่อนโดน overdischarge → เสียหายหรือระเบิด

Parallel (ต่อขนาน):

Vtotal = V1 = V2 = V3
Itotal = I1 + I2 + I3
1/Rtotal = 1/R1 + 1/R2 + 1/R3

ตัวอย่าง — แบตเตอรี่:

  • 2 ก้อน 3.7V 2000mAh parallel → 3.7V, 4000mAh
  • 4 ก้อน 2S2P → 7.4V, 4000mAh

ตัวอย่าง — ลำโพง:

  • 2 ดอก 8Ω parallel → 4Ω → กระแสเพิ่ม → กำลังเพิ่ม (ถ้าแอมป์รองรับ)
  • 2 ดอก 4Ω parallel → 2Ω → หลายชิปไม่รองรับ → thermal shutdown

ข้อสังเกตจากชุมชน DIY ไทยและปัญหาที่พบบ่อย: หลายคนซื้อลำโพง 4Ω 2 ดอกมาต่อขนานเข้าช่องเดียว → ได้ 2Ω → TPA3116 shutdown เพราะ spec ระบุ 4Ω min ถ้าจะต่อขนาน ต้องใช้ PBTL หรือชิปที่รองรับ 2Ω (เช่น TPA3255) (ข้อมูลจากประสบการณ์ส่วนตัว/กลุ่ม DIY ไทย ไม่ใช่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์)

สายไฟและ AWG

AWG (American Wire Gauge): ยิ่งเลขมาก = สายยิ่งเล็ก = ความต้านทานสูง = ร้อนง่าย

AWGเส้นผ่านศูนย์กลาง (mm)พื้นที่ (mm²)กระแสปลอดภัยโดยประมาณ (A)ความต้านทาน (mΩ/m)ใช้กับอะไร
280.320.080.5213สายสัญญาณ audio
260.410.131.0134สายสัญญาณ audio ยาว
240.510.202.084สายลำโพงจิ๋ว (<5W)
220.640.323.053สายลำโพงกลาง (5–15W)
200.810.525.033สายลำโพง + แบตกลาง
181.020.827.021สายลำโพง + แบต 2.1
161.291.3110.013สายแบตหนัก / ซับ
141.632.0815.08สายแบตพกพาสูงกำลัง

กฎง่าย ๆ: สายลำโพง AWG 20–22 สำหรับ <20W ต่อช่อง สายแบต AWG 18–20 สำหรับ 2S ถ้า 3S/4S หรือซับหนัก ใช้ AWG 16–18

ทำไมสายเล็กถึงร้อน: Ploss = I² × Rwire

  • กระแส 3A ผ่านสาย AWG 26 ยาว 0.5m: R = 134 × 0.5 = 67mΩ, Ploss = 9 × 0.067 = 0.6W → ร้อน!
  • กระแส 3A ผ่านสาย AWG 20 ยาว 0.5m: R = 33 × 0.5 = 16.5mΩ, Ploss = 9 × 0.0165 = 0.15W → เย็นกว่า 4 เท่า

มัลติมิเตอร์ — เครื่องมือหลัก

โหมด DC Voltage (V⎓): วัดแรงดัน DC

  • แบต 1S: 3.0–4.2V, 2S: 6.0–8.4V
  • วัด VCC ที่ขาแอมป์: ควรใกล้แรงดันแบต (ถ้า BMS/fuse ไม่ drop)
  • วัด voltage sag: วัดขณะเล่นเพลงดัง ถ้าตกจาก 8.4V → 6.5V → แบตไม่ไหวหรือสายบาง

โหมด DC Current (A⎓): วัดกระแส — ต้องต่ออนุกรม (series)

  • ระวัง: ถ้ามิเตอร์ไม่มี fuse หรือ range ต่ำ → ช็อตมิเตอร์
  • วัด idle current: แอมป์เปิดแต่ไม่เล่น (ควรได้ 20–100mA สำหรับ TPA3116)
  • วัด playing current: เล่นเพลงดัง (อาจได้ 0.5–3A)
  • วัด peak current: เปิดเพลงเบสหนัก (อาจ spike ถึง 5A ชั่วขณะ)

โหมด Resistance (Ω): วัดความต้านทาน

  • วัดลำโพง: ต้องถอดสายจากแอมป์ก่อน
  • วัด fuse: ควรได้ ~0Ω ถ้า ∞ → fuse ขาด

โหมด Continuity (เสียงบี๊บ): ตรวจสายต่อหรือขาด

  • วัดสายลำโพงจากแอมป์ถึงดอก — ถ้าบี๊บ = ต่อถูก

โหมด AC Voltage (V∿): วัดสัญญาณเสียง

  • วัด output จาก Bluetooth module (ควรได้ 0.5–2V AC เมื่อเล่นเพลง)

Burden Voltage: เมื่อวัดกระแส มิเตอร์มีความต้านทานภายใน → แรงดันตก → วงจรได้แรงดันต่ำกว่าจริง

  • มิเตอร์ดิจิทัลราคาถูก burden voltage สูง → วัดกระแส 2A อาจทำให้แรงดันตก 0.2V
  • วิธีแก้: ใช้ shunt resistor (0.1Ω) + วัดแรงดันตกที่ shunt → I = V/Rshunt

ทดลองทำเอง

ทดลอง 1: วัดแรงดันแบตเตอรี่

อุปกรณ์: มัลติมิเตอร์, แบต 18650, แบต 2S

ขั้นตอน:

  1. วัดแบต 18650 ชาร์จเต็ม → ควรได้ 4.15–4.20V
  2. วัดแบต 18650 ที่ใช้จนเครื่องดับ → ควรได้ 3.0–3.3V (อย่าให้ต่ำกว่า 2.5V)
  3. วัดแบต 2S ชาร์จเต็ม → ควรได้ 8.2–8.4V
  4. วัดแบต 2S ขณะเล่นเพลงดัง → ถ้าตกต่ำกว่า 6.5V → แบตเสื่อมหรือ BMS cutoff

คำถาม: ถ้าแบต 2S วัดได้ 7.8V หมายถึงชาร์จไปกี่เปอร์เซ็นต์? (เฉลย: ~60–70% — แต่ละก้อน 3.9V)

ทดลอง 2: วัดความต้านทานดอกลำโพง

อุปกรณ์: มัลติมิเตอร์, ลำโพง 2–3 ดอก (4Ω, 8Ω)

ขั้นตอน:

  1. ถอดสายลำโพงออกจากแอมป์
  2. วัดความต้านทาน DC
  3. บันทึก: 4Ω วัดได้เท่าไร? 8Ω วัดได้เท่าไร?
  4. คำนวณ Re/Nominal ratio

คำถาม: ถ้าวัด 4Ω ได้ 0.5Ω → เกิดอะไรขึ้น? (เฉลย: voice coil short → ลำโพงเสีย อย่าต่อเข้าแอมป์) ถ้าวัดได้ ∞ → เกิดอะไรขึ้น? (เฉลย: voice coil ขาด → ลำโพงเสีย)

ทดลอง 3: คำนวณและเลือกสายไฟ

สถานการณ์: TPA3116 ขับ 4Ω แบต 2S กระแส peak 4A สายยาว 0.3m

ขั้นตอน:

  1. คำนวณ Ploss สาย AWG 24: R = 84 × 0.3 = 25.2mΩ, P = 16 × 0.0252 = 0.4W
  2. คำนวณ Ploss สาย AWG 20: R = 33 × 0.3 = 9.9mΩ, P = 16 × 0.0099 = 0.16W
  3. คำนวณ Ploss สาย AWG 18: R = 21 × 0.3 = 6.3mΩ, P = 16 × 0.0063 = 0.10W

คำถาม: สาย AWG 24 ร้อนกว่า AWG 18 กี่เท่า? (เฉลย: 4 เท่า)

ทดลอง 4: วัดกระแสของระบบจริง

อุปกรณ์: มัลติมิเตอร์วัดกระแสได้, บอร์ด PAM8403 หรือ TPA3116, แบต, ลำโพง

ขั้นตอน:

  1. ต่อมิเตอร์อนุกรมระหว่างแบตกับบอร์ด (สาย + จากแบต → ขา A มิเตอร์ → ขา COM → บอร์ด)
  2. เลือก range 10A
  3. วัดกระแส idle → บันทึก
  4. วัดกระแส playing → บันทึก
  5. วัดกระแส peak → บันทึก

คำถาม: ถ้า idle current สูงผิดปกติ (เช่น 500mA แทนที่จะเป็น 50mA) → สาเหตุอาจเป็นอะไร? (เฉลย: short circuit บนบอร์ด, ลำโพง short, ชิปเสีย, หรือ LED/BT module กินไฟมาก)

อาการเสียที่เจอบ่อยและวิธีไล่เช็ก

อาการสาเหตุที่เป็นไปได้วิธีตรวจค่าปกติค่าผิดปกติ
เปิดไม่ติดแบตหมดวัดแรงดันแบต1S: 3.0–4.2V, 2S: 6.0–8.4V<3.0V (1S), <6.0V (2S)
เปิดไม่ติดBMS cutoffวัดแรงดัน output BMSเท่ากับแบต0V
เปิดไม่ติดสวิตช์เสีย / สายขาดวัด continuity สวิตช์0Ω (เมื่อกด)∞ (เมื่อกด)
บอร์ดร้อนโหลดต่ำเกินไปวัด impedance ลำโพงเท่าที่ระบุ (4/8Ω)<2Ω
บอร์ดร้อนกระแสสูงเกินไปวัดกระแสขณะเล่น<3A (สำหรับ 2S)>5A ต่อเนื่อง
แบตหมดเร็วความจุต่ำ / แบตเสื่อมวัดแรงดันขณะเล่นทรงตัวที่ 7V+ (2S)ตกเร็วจาก 8.4V → 6V
แบตหมดเร็วกระแส idle สูงวัดกระแสไม่เล่นเพลง20–100mA>300mA
เสียงเบาแรงดันตกวัด VCC ขณะเล่นใกล้แบตเต็มตก >1V
เสียงแตกแรงดันไม่พอ (clipping)วัด VCC ขณะเล่นดัง7V+ (2S)<6V

ตาราง Decision Rule

ถ้าคุณต้องการ…ใช้สูตร…ตัวอย่าง
รู้ว่าแบตจะเล่นได้นานแค่ไหนเวลา = Wh / Pแบต 2S2P 7.4V 4000mAh = 29.6Wh, แอมป์กิน 10W → 2.96 ชม.
รู้ว่าสายไฟจะร้อนไหมPloss = I² × Rwire3A² × 0.02Ω = 0.18W (เย็น)
รู้ว่าแอมป์จะได้กำลังเท่าไรP = V² / R8V² / 4Ω = 16W (ทฤษฎี)
รู้ว่ากระแสจะเท่าไรI = V / R8V / 4Ω = 2A
เลือกสายไฟAWG จากตาราง โดยดูกระแส peak4A peak → AWG 20 ขึ้นไป
ตรวจว่าลำโพงเสียไหมวัด DC resistance4Ω nominal → Re 3.0–3.6Ω
ตรวจว่าสายขาดไหมcontinuity testบี๊บ = ต่อถูก, ไม่บี๊บ = ขาด

สรุปบทที่ 2

  1. ไฟฟ้าคือการไหลของอิเล็กตรอน — แรงดันดัน กระแสไหล ความต้านทานต้าน
  2. Ohm’s Law (V=IR) ใช้ทุกวัน — คำนวณกำลัง กระแส แรงดัน สายไฟ
  3. Impedance ≠ Resistance — ลำโพง 4Ω วัด DC ได้ ~3.2Ω เป็นปกติ
  4. Series = แรงดันเพิ่ม กระแสเท่าเดิม, Parallel = แรงดันเท่าเดิม กระแสเพิ่ม
  5. สายไฟต้องเลือกตามกระแส — AWG เล็กเกิน = ร้อน = สูญเสียพลังงาน = ไฟตก
  6. มัลติมิเตอร์คือเครื่องมือหลัก — วัด DCV, DCA, Ω, continuity, ACV ให้เป็น
  7. Burden voltage มีจริง — มิเตอร์ราคาถูกวัดกระแสผิดพลาดได้
  8. Voltage sag บอกปัญหา — ถ้าแรงดันตกมากขณะเล่น = แบตไม่ไหว สายบาง หรือ BMS ตัด

แบบฝึกหัดท้ายบท

  1. ถ้าแบต 3S (11.1V nominal) ต่อเข้าลำโพง 8Ω กระแสเป็นเท่าไร? กำลังเป็นเท่าไร? (เฉลย: I = 11.1/8 = 1.39A, P = 11.1²/8 = 15.4W)
  2. แบต 2S 3000mAh (7.4V) มีกี่ Wh? ถ้าแอมป์กินเฉลี่ย 1.5A จะเล่นได้กี่ชั่วโมง? (เฉลย: 22.2Wh, 1.5A × 7.4V = 11.1W, 22.2/11.1 = 2 ชม.)
  3. ลำโพง 8Ω 2 ดอกต่อขนาน ได้ impedance เท่าไร? ถ้าแอมป์รองรับแค่ 4Ω min จะเกิดอะไรขึ้น? (เฉลย: 4Ω — พอดี)
  4. ถ้าสาย AWG 26 ยาว 1m ผ่านกระแส 3A จะเสียกำลังเท่าไร? (เฉลย: R = 0.134Ω, P = 9 × 0.134 = 1.2W)
  5. วัดลำโพง 4Ω nominal ได้ 2.8Ω — ปกติหรือผิดปกติ? ทำไม? (เฉลย: ปกติ — Re มัก 0.7× nominal)