Chapter 3 Reading mode

บทที่ 3: สัญญาณเสียง ภาคขยาย และคำว่า Watt

สัญญาณเสียง ภาคขยาย และการตีความ watt อย่างถูกต้อง

บทที่ 3: สัญญาณเสียง ภาคขยาย และคำว่า Watt

ศัพท์สำคัญประจำบท

ศัพท์หลักที่ต้องเข้าใจก่อน

คำศัพท์ความหมายแบบสั้นใช้กับงานลำโพงอย่างไรตัวอย่าง/ข้อควรระวัง
ความถี่ (Frequency, Hz)จำนวนรอบการสั่นต่อวินาทีบอกว่าเป็นเบส/กลาง/แหลมลำโพงเล็กเล่น 20Hz ไม่ได้จริง
แอมพลิจูด (Amplitude)ขนาดของสัญญาณมีผลต่อความดัง/กำลังสูงเกินไปทำให้ clipping
เดซิเบล (dB)หน่วยแบบอัตราส่วน (log)ใช้เปรียบเทียบความดัง/เกน+3dB ≈ พลังงานเพิ่ม 2 เท่า
Gainอัตราขยายสัญญาณทำให้สัญญาณเข้าเหมาะกับแอมป์Gain สูงเกิน = แตก/ซ่า
Clippingสัญญาณชนเพดานแรงดันทำให้เสียงแตกและเสี่ยงดอกพังมักเกิดจาก VCC ไม่พอหรือ gain สูง
THD+Nความเพี้ยนรวม noiseดู “ดังได้แค่ไหนก่อนเพี้ยน”ค่า 10% = แตกชัดแล้ว

ศัพท์เสริมที่จะเจอในบท

คำศัพท์ความหมายแบบสั้นใช้กับงานลำโพงอย่างไรตัวอย่าง/ข้อควรระวัง
RMSค่าเทียบเท่ากำลังใช้งานจริงใช้คำนวณกำลัง/แรงดันในลำโพงPeak ไม่เท่ากับ RMS
Frequency Responseการตอบสนองความถี่ของระบบบอกว่าโทน “บาง/หนา/แหลม”กราฟเรียบสำคัญกว่าวัตต์
Crossoverวงจรแบ่งย่านความถี่แยกซับ/ดาวเทียมไม่ให้ทับกันตั้งผิดทำให้เสียงขุ่น
DACแปลงดิจิทัลเป็นอนาล็อกคุณภาพ DAC ส่งผลต่อ noise/เพี้ยนDAC แย่ → ซ่าช่วงเงียบ
EMIคลื่นรบกวนไฟฟ้าทำให้มีเสียงแทรก/BT หลุดมักมาจากแอมป์ Class-D/SMPS

เปิดบท: ทำไมเสียงไม่ใช่แค่ “ดัง/เบา”

มือใหม่คิดว่า “เสียงดี = ดัง” แต่ในทางเทคนิค เสียงคือ คลื่นกล ที่มี 3 คุณสมบัติหลัก:

  1. ความถี่ (Frequency): สูง = แหลม ต่ำ = ทุ้ม
  2. แอมพลิจูด (Amplitude): สูง = ดัง ต่ำ = เบา
  3. รูปคลื่น (Waveform): sine = บริสุทธิ์ 1 ความถี่, เพลง = คลื่นซับซ้อนหลายความถี่ผสม

ข้อสังเกตจากชุมชน DIY ไทยและปัญหาที่พบบ่อย: “ทำไมบอร์ดเดียวกัน ต่อลำโพงคนละดอก เสียงไม่เหมือนกัน?” — เพราะลำโพงแต่ละดอกมี frequency response ต่างกัน

ความถี่ (Frequency) และการได้ยิน

ความถี่หน่วย เฮิร์ตซ์ (Hz) = จำนวน cycle ต่อวินาที

ความถี่ความรู้สึกใช้ทดสอบอะไร
20 Hzเบสสุดที่หนุ่มได้ยินซับวูฟเฟอร์
60–100 Hzเบสหนัก จังหวะกลองลำโพงใหญ่
300–800 Hzเสียงพูด กลางล่ำความชัดของเสียงคน
2–5 kHzแหลม ชัดเจนเสียง s, t, กระเดื่อง
10–20 kHzแหลมสุดความใส

สเปกที่ดี: 20Hz–20kHz ±3dB แต่ลำโพงจิ๋ว (2–3 นิ้ว) มักได้แค่ 150Hz–18kHz

Decibel (dB) — หน่วยที่สับสนที่สุด

dB เป็นอัตราส่วน (ratio) ในลอการิทึม ไม่ใช่หน่วยความดัง

dB = 10 × log₁₀(P₂/P₁)   (กำลัง)
dB = 20 × log₁₀(V₂/V₁)   (แรงดัน)

ทำไมใช้ log: หูมนุษย์ได้ยิน “อัตราส่วน” 10W→20W = ดังขึ้นนิดหน่อย แต่ 1W→1000W = ดังมาก แม้ต่าง 999W vs 10W

dB SPL (Sound Pressure Level):

  • 30 dB: ห้องเงียบ
  • 60 dB: การสนทนา
  • 85 dB: ลำโพงดังพอใจ (1 เมตร)
  • 100 dB: คอนเสิร์ตร็อก
  • 120 dB: เจ็บหูทันที

กฎ thumb: +3 dB = กำลัง 2×, +10 dB = ดังขึ้น 2× ในความรู้สึก = กำลัง 10×

dBV / dBu: ระดับสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์

  • dBV: อ้างอิง 1V RMS
  • dBu: อ้างอิง 0.775V RMS (+4 dBu ≈ 1.23V, -10 dBV ≈ 0.316V)

Line Level:

  • Consumer: ~0.3V RMS (-10 dBV)
  • Pro: ~1.2V RMS (+4 dBu)

กำลัง (Watt) — จริง vs โฆษณา

ชนิดความหมายสัมพันธ์กับ RMS
RMS Powerกำลังเฉลี่ยต่อเนื่องที่ THD+N กำหนดมาตรฐานจริง
Peak Powerสูงสุดชั่วขณะ≈ 2× RMS
Program Powerที่ลำโพงรับได้จากเพลงจริง≈ 2× RMS
PMPOตัวเลขโฆษณาไม่มีมาตรฐาน5–10× RMS

ตัวอย่างตลาดไทย: ลำโพง 299 บาท เขียน “1000W PMPO” — จริง ~10W RMS ถ้า Class-D 90% กินไฟ ~11W จาก adapter 12V 1A (12W) เป็นไปได้ แต่ “1000W” เป็นเท็จ

เสียงแตก (Clipping)

สัญญาณปกติเทียบกับสัญญาณ clipping

ภาพที่ 3.1 สัญญาณปกติ (เขียว) เทียบกับสัญญาณที่เกิด clipping (แดง) เมื่อแอมป์ขยายเกินขีดจำกัด สัญญาณถูกตัดหัวทั้งบนและล่าน

เมื่อ volume สูงเกินกำลังแอมป์ sine wave ถูก “ตัดหัว” เป็นสี่เหลี่ยม → มี harmonics มหาศาล → บาดหู + ทำลายลำโพง

วิธีตรวจ:

  1. ฟังที่ volume สูง — เสียง “แตก แตก” ตอนเบส = clipping
  2. ลด volume หาย → ใช่ คือ clipping
  3. ไม่หาย → อาจเป็นลำโพงเสียหรือสัญญาณแหลมจากแหล่งอื่น

ข้อสังเกตจากชุมชน DIY ไทยและปัญหาที่พบบ่อย: “เปิดเพลงเบสแล้วดับ” = แอมป์ clipping + BMS overcurrent + thermal shutdown พร้อมกัน

THD+N และ SNR

THD+N (Total Harmonic Distortion + Noise):

  • < 0.1%: หูแทบจำไม่ได้
  • 1%: สังเกตได้ถ้าฟังดี ๆ
  • 10%: เสียงแตกชัด

SNR (Signal-to-Noise Ratio):

  • 90 dB: ดีมาก

  • 80–90 dB: ดี
  • < 70 dB: ได้ยินฮัม/ซ่า

ข้อควรระวัง: บอร์ดราคาถูกระบุ THD+N ที่เงื่อนไขไม่เป็นปกติ (เช่น VCC=12V, RL=8Ω, Pout=1W) บอร์ดดีระบุที่หลายจุด

Class-D Amplifier ลึก

Class-D Amplifier Block Diagram

ภาพที่ 3.2 แผนภาพบล็อกของแอมป์ Class-D: สัญญาณอนาล็อกเข้า → เปรียบเทียบกับคลื่นสามเหลี่ยม → ได้ PWM → สวิตช์ MOSFET → กรองด้วย LC filter → สัญญาณอนาล็อกออกไปลำโพง

ขั้นตอน:

  1. Input Stage → รับสัญญาณอนาล็อก
  2. Comparator → เปรียบเทียบกับ triangle wave (~250kHz–1MHz) → ได้ PWM
  3. Gate Driver + MOSFET → เปิด-ปิดเร็วมาก
  4. LC Filter (ถ้าจำเป็น) → กรองความถี่สวิตช์ออก → สัญญาณอนาล็อกกลับมา

ทำไมประสิทธิภาพสูง (80–92%): MOSFET เปิด-ปิดอย่างเดียว ไม่มีช่วง linear ที่ร้อนเหมือน Class-AB

ปัญหา EMI: สลับเร็ว 250kHz+ → คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า → รบกวน BT/WiFi/AM/FM ถ้าสายยาว ไม่มี shielding หรือ LC filter ไม่ดี

BTL vs PBTL

ภาพที่ 3.3 BTL (Bridge-Tied Load) ขับลำโพง 1 ดอกด้วยสัญญาณ 2 ขา สวิงแรงดัน 2× เท่า single-ended vs PBTL (Parallel BTL) ขนาน 2 ช่องเพื่อเพิ่มกระแส เหมาะกับซับวูฟเฟอร์

LC Filter — ไม่ใช่ทุกตัวต้องมีเสมอ:

  • แอมป์กำลังสูง / สายลำโพงยาว / งานติดตั้งจริงจัง → ควรมี LC filter และ PCB layout ดี
  • แอมป์กำลังต่ำ (เช่น PAM8403 3W, MAX98357A 3W) สายสั้น → บางรุ่นออกแบบให้ใช้งานแบบ filterless ได้ ต้องดู datasheet/application circuit ของชิปจริง
  • ถ้าไม่มี LC filter ในงานกำลังสูง → ความถี่สวิตช์ 250kHz+ ไปถึงลำโพง → voice coil ร้อน + EMI รบกวน BT/WiFi
  • ดูบอร์ดดี: มี inductor 22–33μH (ทรงกระบอกสีเหลือง/ดำ) ใกล้ output
  • บอร์ดราคาถูก: ใช้ inductor เล็กเกิน → filter ไม่ดี

Headroom diagram

ภาพที่ 3.4 Headroom คือช่องว่างปลอดภัยระหว่าง peak ของสัญญาณกับเพดาน VCC — ถ้าเหลือ headroom 20% จะไม่เกิด clipping

Signal Chain

[มือถือ] --(AAC/SBC/aptX)--> [BT Module] --(0.3–2V)--> [Amp] --(1–15V)--> [Speaker]
                                      ^
                                      |
[แบต] --(DC)--> [BMS] --(DC)--> [Amp]

Gain Structure:

  • BT module output ~80% ของ max
  • ปรับ amp gain ให้เสียงดังพอโดยไม่ clipping
  • ถ้า BT output ต่ำ + amp gain ต่ำ → เสียงเบา
  • ถ้า BT output สูง + amp gain สูง → clipping

ทดลองทำเอง

ทดลอง 1: ฟังความถี่

อุปกรณ์: โทรศัพท์ + แอป frequency generator (NCH Tone Generator)

ขั้นตอน:

  1. เล่น 50Hz — ได้ยินเบสไหม? (ลำโพง 2 นิ้วอาจไม่ได้ยิน)
  2. เล่น 1kHz — ชัดไหม?
  3. เล่น 10kHz — แหลมไหม?
  4. เพิ่ม volume จนแตก = clipping

คำถาม: ทำไมลำโพง 2 นิ้วไม่ได้ยิน 50Hz? (เฉลย: cone เล็ก ผลักอากาศไม่พอที่ความถี่ต่ำ)

ทดลอง 2: ตรวจ LC filter

อุปกรณ์: บอร์ด TPA3116/3118

ขั้นตอน:

  1. หา inductor ใกล้ output (ทรงกระบอก สีเหลือง/ดำ)
  2. อ่านค่า (“220” = 22μH, “330” = 33μH)
  3. เปิด datasheet หน้า Typical Application ดูค่าที่แนะนำ
  4. เปรียบเทียบ

คำถาม: ถ้าไม่มี inductor ใหญ่ มีแค่ R+C เล็ก ๆ → เกิดอะไร? (เฉลย: ไม่มี LC filter → 250kHz+ ไปถึงลำโพง → ร้อน + EMI)

อาการเสีย

อาการสาเหตุวิธีตรวจค่าปกติค่าผิด
เสียงแตกClipping / gain สูงลด volumeไม่แตกแตกที่ volume ต่ำ
ฮัมGround loop / adapterใช้แบตแทน adapterเงียบฮัมตลอด
ซ่าGain สูง / สายยาวลด gain, สายสั้นเงียบซ่าชัด
เบสไม่ออกลำโพงเล็ก / ไม่มีซับฟังเพลงเบสได้ยินเบสแห้ง
กระตุกEMI / ไฟไม่ stableห่าง BT จาก ampเล่นต่อเนื่องกระตุก

Decision Rule

ถ้าต้องการ…ให้ทำ…ตัวอย่าง
รู้ SPLsensitivity + กำลัง87 dB/W/m + 10W = ~97 dB ที่ 1 เมตร
รู้ amp พอไหมดู THD+N ที่กำลังที่ต้องการTHD+N 10% ที่ 50W → ใช้จริง ~30W ที่ 1%
รู้ BT match ampเทียบ output vs amp inputBT 2V + amp gain 20dB = 20V output → ต้อง VCC > 22V
ป้องกัน clippingheadroom 20%max 10W → ตั้งที่ 8W

สรุปบทที่ 3

  1. เสียง = คลื่นกล: ความถี่ แอมพลิจูด รูปคลื่น
  2. dB เป็น ratio — +3 dB = กำลัง 2×, +10 dB = ดังขึ้น 2× = กำลัง 10×
  3. RMS power = มาตรฐานจริง, PMPO = โฆษณา
  4. Clipping = เสียงแตก + ทำลายลำโพง
  5. Class-D = PWM + LC filter (ถ้าจำเป็น) — งานกำลังสูง/สายยาวต้องมี LC filter ที่ดี มิฉะนั้น EMI + voice coil ร้อน
  6. Signal chain ต้อง match ระดับสัญญาณและ impedance
  7. Gain structure: BT ~80% → ปรับ amp ให้ไม่ clipping

แบบฝึกหัด

  1. แอมป์ 20W RMS ขับลำโพง 85 dB/W/m → SPL เท่าไรที่ 1 เมตร? (เฉลย: 10×log(20)=13 dB + 85 = 98 dB SPL)
  2. ทำไม PMPO ไม่ควรเชื่อ? (เฉลย: ไม่มีมาตรฐาน มักสูงกว่าจริง 5–10×)
  3. แอมป์ 10W RMS ที่ THD+N 1% — ถ้า PMPO บอก 100W จริง ๆ เป็นเท่าไร? (เฉลย: ~10W)
  4. วิธีตรวจ clipping โดยไม่มี oscilloscope? (เฉลย: ลด volume ดูว่าหายไหม, ฟังเสียงแตกตอนเบส)
  5. ทำไม Class-D บางตัวถึงต้องมี LC filter แต่บางตัวไม่ต้อง? (เฉลย: งานกำลังสูง/สายยาวต้องกรองความถี่ switching 250kHz+ ออกก่อนถึงลำโพง ส่วนชิปกำลังต่ำ/สายสั้นบางรุ่นออกแบบ filterless ได้ ตาม datasheet)