Chapter 4 Reading mode

บทที่ 4: ดอกลำโพงและศัพท์ T/S Parameter

รู้จักคุณสมบัติดอกลำโพงและอ่าน T/S parameter

บทที่ 4: ดอกลำโพงและศัพท์ T/S Parameter

ศัพท์สำคัญประจำบท

ศัพท์หลักที่ต้องเข้าใจก่อน

คำศัพท์ความหมายแบบสั้นใช้กับงานลำโพงอย่างไรตัวอย่าง/ข้อควรระวัง
Fsความถี่สั่นพ้องของดอกในอากาศ (ไม่มีตู้)บอกว่าเบส “ลงได้ลึก” แค่ไหนFs สูงมาก = เบสลึกทำยาก
Qtsค่าความหนืด/การหน่วงรวมของดอกช่วยเลือก sealed vs portedQts สูงไปทำ ported ยาก
Vasปริมาตรอากาศเทียบเท่าความยืดหยุ่นของดอกช่วยประมาณขนาดตู้Vas สูงมักต้องตู้ใหญ่
Xmaxระยะชักเชิงเส้นของ coneบอกว่า “เบสดังได้แค่ไหนก่อนเพี้ยน”เกิน Xmax = bottoming/เพี้ยน
Sensitivityความดังต่อกำลัง 1W ที่ 1mกำลังเท่าเดิมแต่ดอกต่างกัน ความดังต่างกันดอก +3dB = ดังขึ้นมากโดยไม่ต้องเพิ่มวัตต์
Nominal Impedanceค่าโอห์มที่ผู้ผลิตระบุ (4Ω/8Ω)ใช้เลือกแอมป์ให้รองรับโหลดไม่ใช่ค่าที่มัลติมิเตอร์ DC จะวัดได้ตรง ๆ

ศัพท์เสริมที่จะเจอในบท

คำศัพท์ความหมายแบบสั้นใช้กับงานลำโพงอย่างไรตัวอย่าง/ข้อควรระวัง
Reความต้านทาน DC ของขดลวดใช้เช็กดอกขาด/ช็อต และประมาณ nominalดอก 4Ω มักวัด Re ~3.2–3.6Ω
Leความเหนี่ยวนำของขดลวดมีผลต่อเสียงย่านสูง/ครอสโอเวอร์Le สูงทำให้แหลมตกเร็ว
Impedance Curveกราฟ Z vs ความถี่ช่วยดู Zmin และพฤติกรรมที่ Fsอย่าเดาโหลดจาก “4Ω” อย่างเดียว
Frequency Responseกราฟ SPL vs ความถี่ดูโทน/ความเรียบของดอกกราฟสวยไม่ได้แปลว่าทนวัตต์สูง

เปิดบท: ทำไมดอกลำโพงถึงมี “ค่าตัวเลข”

มือใหม่ซื้อลำโพงจาก Shopee มักดูแค่ 3 อย่าง: ขนาดนิ้ว, วัตต์, ราคา แต่ถ้าคุณเปิด datasheet ของดอกดี ๆ (เช่น Scan-Speak, SEAS, SB Acoustics, Dayton Audio) จะเจอตารางเต็มไปด้วยตัวเลขที่ดูเหมือนรหัสลับ: Fs=45Hz, Qts=0.38, Vas=12L, Xmax=4.5mm…

ตัวเลขเหล่านี้คือ Thiele/Small Parameters (T/S Parameters) — คิดค้นโดย A.N. Thiele (ออสเตรเลีย) และ Richard Small (อเมริกา) ในปี 1961–1972 เพื่อให้เราสามารถ คำนวณตู้ลำโพง จากคุณสมบัติของดอกได้

ข้อสังเกตจากชุมชน DIY ไทยและปัญหาที่พบบ่อย: “ซื้อดอกลำโพง 4 นิ้ว มาต่อตู้เบส ทำไมเสียงไม่ออก?” — เพราะไม่ได้ดู Fs (ความถี่สั่นพ้อง) ถ้า Fs=120Hz ดอกนี้ไม่สามารถเล่นเบส 60Hz ได้ดี ไม่ว่าจะใส่ตู้ใหญ่แค่ไหน (ข้อมูลจากประสบการณ์ส่วนตัว/กลุ่ม DIY ไทย ไม่ใช่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์)

T/S Parameters ที่ต้องรู้จริง ๆ

1. Fs (Resonance Frequency, เฮิร์ตซ์)

  • ความถี่ที่ cone (แผ่นกระจายเสียง) สั่นพ้องตามธรรมชาติ โดยไม่มีตู้
  • ยิ่ง Fs ต่ำ = ยิ่งเล่นเบสได้ลึก (แต่ต้องดูร่วมกับ Qts และ Vas)
  • ดอก 3 นิ้วจิ๋ว: Fs=100–150Hz (ไม่มีเบสจริง ๆ)
  • ดอก 4 นิ้วกลาง: Fs=60–80Hz
  • ดอก 6.5 นิ้ว: Fs=40–60Hz
  • ดอก 8 นิ้ว/10 นิ้ว: Fs=30–45Hz
  • ซับวูฟเฟอร์ 12 นิ้ว: Fs=20–35Hz

2. Qts (Total Q Factor)

  • ค่าความ “หยุด” ของการสั่น — Q สูง = สั่นนาน (เบสกลม แต่อาจ boom) Q ต่ำ = สั่นเร็ว (เบสแน่น แต่อาจแห้ง)
  • Qts < 0.4: เหมาะกับตู้ ported (เบสออก แต่ต้องใช้ตู้ใหญ่)
  • Qts 0.4–0.7: เหมาะกับตู้ sealed (เบสแน่น ตู้เล็ก)
  • Qts > 0.7: ตู้ sealed เบสอ่อน หรือต้องใช้ตู้ ported ใหญ่มาก

เปรียบเทียบ: Qts เหมือน “ความหนืดของน้ำมันโช๊คอัพ” — หนืดสูง = แกว่งช้า (Qts สูง) หนืดต่ำ = แกว่งเร็ว (Qts ต่ำ)

3. Vas (Equivalent Air Compliance, ลิตร)

  • ปริมาณอากาศที่มี “ความยืดหยุ่น” (compliance) เท่ากับ suspension (surround + spider) ของดอก
  • ยิ่ง Vas สูง = ต้องใช้ตู้ใหญ่ขึ้น ถึงจะได้เบสดี
  • ดอก 4 นิ้ว: Vas=2–8L
  • ดอก 6.5 นิ้ว: Vas=8–20L
  • ดอก 8 นิ้ว: Vas=15–40L
  • ดอก 10 นิ้ว: Vas=30–80L

ตัวอย่างใช้งาน: ถ้าคุณมีดอก Fs=45Hz, Qts=0.35, Vas=15L → WinISD จะบอกว่าตู้ ported เหมาะสมคือ ~18L ที่ tuning frequency 38Hz — ถ้าคุณบีบให้เหลือ 8L เบสจะหายไปมาก

4. Xmax (Maximum Linear Excursion, มิลลิเมตร)

  • ระยะที่ voice coil สามารถเคลื่อนที่เข้า-ออก โดยยังอยู่ใน “ช่วงเชิงเส้น” (linear)
  • ยิ่ง Xmax สูง = ยิ่งเล่นเบสดังได้โดยไม่เพี้ยน
  • ดอกจิ๋ว 2–3 นิ้ว: Xmax=1–2mm
  • ดอก 4–5 นิ้ว: Xmax=2–5mm
  • ดอก 6.5–8 นิ้ว: Xmax=4–8mm
  • ซับวูฟเฟอร์: Xmax=8–30mm+

5. Vd (Volume Displacement = Sd × Xmax, ซีซี)

  • ปริมาณอากาศที่ cone ผลักได้ในหนึ่งครั้ง (peak) — บอกว่าดอกนี้ “ผลักอากาศได้มากแค่ไหน”
  • Vd สูง = เบสดังได้มาก
  • คำนวณ: Vd = Sd (cm²) × Xmax (cm)

6. Sd (Effective Cone Area, ซม²)

  • พื้นที่ cone ที่มีประสิทธิภาพในการผลักอากาศ (ไม่ใช่พื้นที่ทั้งหมด แต่ประมาณ 80% ของรัศมี basket)
  • Sd สูง = ผลักอากาศได้มาก → เบสดังขึ้น

7. Re (DC Resistance, โอห์ม)

  • ความต้านทาน DC ของ voice coil — วัดได้ด้วยมัลติมิเตอร์
  • Re มัก = 0.7–0.85 × Nominal Impedance (4Ω nominal → Re≈3.0–3.4Ω)

8. Sensitivity / SPL (dB @ 1W/1m)

  • ความดังที่วัดได้ที่ระยะ 1 เมตร เมื่อให้กำลัง 1 วัตต์
  • ยิ่งสูง = ดังขึ้นด้วยกำลังน้อยลง
  • ลำโพงจิ๋ว: 82–86 dB
  • ลำโพงกลาง: 86–90 dB
  • ลำโพงดี: 90–95 dB
  • ลำโพง pro: 95–100+ dB

กฎ thumb: +3 dB sensitivity = กำลังที่ต้องการลดครึ่งหนึ่ง ถ้าลำโพง A sensitivity 84 dB ต้อง 10W ถึงจะดัง 94 dB ลำโพง B sensitivity 90 dB ใช้แค่ 2.5W ก็ดัง 94 dB แล้ว

โครงสร้างดอกลำโพง

ภาพที่ 4.1 โครงสร้างดอกลำโพงแบบตัดขวาง: cone, surround, spider, voice coil, magnet, basket — ทุกส่วนทำงานร่วมกันเพื่อแปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นคลื่นเสียง

โครงสร้างดอกลำโพง — รู้จักชิ้นส่วนที่สำคัญ

Cone (แผ่นกระจายเสียง):

  • วัสดุ: กระดาษ (paper) = เบสอุ่น, PP (polypropylene) = ทนทำความสะอาด, คาร์บอน/เคฟลาร์ = แข็งแรง แหลมดี
  • รูปทรง: cone = เบสดี, dome = แหลมดี (ใช้กับ tweeter)

Surround (ขอบยาง/โฟม):

  • ยืดหยุ่นรอบ cone ให้ cone ขยับเข้าออกได้
  • โฟม = เบสนุ่ม แต่เสื่อมเร็ว (โดน UV/ความร้อน)
  • ยาง (butyl/EPDM) = ทนทานกว่า
  • เต้าหู้ (foam surround เก่า) = ฮิตในยุค 80s แต่เสื่อมเร็วมาก

Spider (ตาข่าย/สไปเดอร์):

  • อยู่ระหว่าง cone กับ basket ด้านล่าง
  • ควบคุมการเคลื่อนที่แนวตรง (ไม่ให้ cone เอียง)
  • ถ้าขาด = cone เอียง = voice coil ชนขอบ = เสียงแตก/ช็อต

Voice Coil (ขดลวดเสียง):

  • ขดลวดทองแดงพันรอบ former (ท่อบาง)
  • ความยาว = ความสูงที่ cone ขยับได้ (Xmax × 2 + gap height)
  • ถ้า voice coil ไหม้ (overheat จากกำลังมากเกิน) → resistance เพิ่ม → sensitivity ลด → เสียงเบา

Magnet (แม่เหล็ก):

  • สร้างสนามแม่เหล็กสถิต (fixed magnetic field)
  • ขนาดใหญ่ = แรงดึงดูดสูง (BL สูง) = ควบคุม cone ได้ดี (damping ดี)
  • ชนิด: ferrite (เซรามิก สีดำ ใหญ่ หนัก) vs neodymium (แร่หายาก สีเงิน เล็ก แรง แพง)

Pole Piece (ปลายแกนเหล็ก):

  • ตรงกลาง magnet มีรูระบายอากาศ (vent hole) — ถ้าอุด = voice coil ร้อน → thermal compression

Impedance Curve

ภาพที่ 4.2 Impedance curve แสดงว่าความต้านทานของลำโพงเปลี่ยนตามความถี่ — มี peak ที่ Fs และขึ้นที่ความถี่สูง ไม่ใช่ค่าคงที่ 4Ω ตลอด

Impedance Curve — ทำไมลำโพงไม่ใช่ “แค่ 4Ω”

ถ้าคุณวัด impedance ของลำโพงด้วย sweep frequency (เช่น REW หรือ阻抗 analyzer) จะได้เส้นโค้ง:

  • ที่ Fs: impedance พุ่งสูงสุด (อาจถึง 20–40Ω) เพราะ cone สั่นพ้อง → ต้านกระแส
  • ต่ำกว่า Fs: impedance ลดลง (คาปาซิทีฟ — ตัวเก็บประจุ)
  • สูงกว่า Fs: impedance เพิ่มขึ้น (อินดักทีฟ — ตัวเหนี่ยวนำ)
  • ที่ความถี่สูงมาก: impedance พุ่งอีกครั้งจาก Le (voice coil inductance)

Nominal Impedance: ค่าที่ผู้ผลิตระบุ (4Ω หรือ 8Ω) มักใกล้กับค่าต่ำสุดของ impedance curve ที่กลางความถี่ — ใช้เพื่อให้แอมป์รู้ว่าต้องรองรับโหลดเท่าไร

Re (DC Resistance): ค่าที่วัดได้จริงด้วยมัลติมิเตอร์ — มัก = 0.7–0.85 × Nominal

Fs, Xmax, Vas

ภาพที่ 4.3 ค่า T/S Parameter สำคัญ: Fs (ความถี่สั่นพ้อง — ต่ำ = เบสลึก), Xmax (ระยะเคลื่อนที่ — ใหญ่ = เบสดังได้โดยไม่เพี้ยน), Vas (ปริมาตรสมมูล — ใหญ่ = ต้องตู้ใหญ่)

เปรียบเทียบ Full-Range vs Woofer vs Tweeter

ภาพที่ 4.4 เปรียบเทียบดอกลำโพง 3 ประเภท: Full-Range (เล่นทุกย่าน ไม่ต้อง crossover), Woofer (เล่นย่านต่ำ ต้อง LPF), Tweeter (เล่นย่านสูง ต้อง HPF)

ดอกลำโพง full-range ตัวอย่าง

ภาพที่ 4.5 ดอกลำโพง full-range ขนาดเล็ก ใช้กับลำโพงจิ๋ว DIY ทั่วไป

Tweeter ตัวอย่าง

ภาพที่ 4.6 Tweeter สำหรับระบบ 2-way — ต้องมี HPF (crossover) ป้องกันเบสเข้า

อ่าน Datasheet ดอกลำโพง ตรงไหน

เมื่อคุณเปิด PDF datasheet ของดอกลำโพง (เช่น Dayton Audio, SB Acoustics, Scan-Speak) ข้อมูลสำคัญอยู่ตรงไหน:

หน้า 1 (Specifications / Features): ดูคร่าว ๆ — nominal impedance, size, power handling ตาราง T/S Parameters: นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด — หาตารางที่ระบุ Fs, Qts, Vas, Xmax, Re, Le, BL, Mms, Sd Impedance Curve: กราฟแสดง impedance vs frequency — ดูว่าค่าต่ำสุด (Zmin) อยู่ที่กี่ Ω เพื่อเลือกแอมป์ที่รองรับ Frequency Response Curve: กราฟ SPL vs frequency — ดูว่า ±3 dB ครอบคลุมตั้งแต่กี่ Hz ถึงกี่ kHz Distortion Graph (THD): ถ้ามี — ดูว่า THD ที่ความถี่ต่ำ (<100Hz) สูงไหม (สูง = เบสเพี้ยน) Power Rating: ดูว่า “RMS” หรือ “Program” หรือ “Peak” — ใช้ได้จริงคือ RMS หรือ Program ÷ 2 Xmax วิธีอ่าน: บาง datasheet ระบุ Xmax แบบ “overhang” (50% coil height − gap height) บางตัวระบุ “Xmax (max)” = ก่อนถึง mechanical limit — ใช้ค่าแรกสำหรับคำนวณตู้

ข้อควรระวัง: ดอกลำโพงราคาถูก (ตลาดไทย) มักไม่มี datasheet หรือ T/S ไม่สมบูรณ์ — ถ้าไม่มี Fs และ Qts คุณไม่สามารถคำนวณตู้ได้ถูกต้อง ใช้ REW วัด impedance เพื่อหา Fs ได้เอง

Break-in (เผาเชือก) — เรื่องจริงหรือลวง?

เรื่องจริง: Surround และ spider ของดอกใหม่ยังแข็ง (stiff) เมื่อใช้งานไประยะหนึ่ง (10–50 ชม.) จะยืดหยุ่นขึ้น → Fs ลดลงเล็กน้อย (อาจ 2–5Hz) → เบสอาจนุ่มขึ้นเล็กน้อย

เรื่องลวง: บางคนเชื่อว่า break-in ทำให้เสียง “เปลี่ยนไปทั้งหมด” หรือ “ดีขึ้นมาก” — ไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงมากกว่า ±5%

วิธี break-in ที่ถูก: เล่นเพลงที่มีเบสหนักปานกลาง ระดับ 50–70% ของกำลังที่ระบุ เป็นเวลา 20–40 ชม. อย่าใช้ sine wave ความถี่ต่ำระดับสูง (เพราะ cone อาจ bottoming)

ทำไมดอกถูกกับดอกแพงต่างกัน — ไม่ใช่แค่ “ยี่ห้อ”

ปัจจัยดอกถูก (39–199 บาท)ดอกกลาง (200–800 บาท)ดอกดี (800–3000+ บาท)
แม่เหล็กFerrite เล็ก/บางFerrite ใหญ่ หรือ Neo เล็กNeo หรือ Ferrite ใหญ่มาก
Voice coilอลูมิเนียม/กระดาษ กลวงAluminium หรือ KaptonKapton/Titanium/Aluminium ระบายความร้อนดี
Coneกระดาษบาง ไม่เคลือบPP หรือเคลือบคาร์บอน/Kevlar/เซรามิกเคลือบ
Surroundโฟม/ยางบางยาง EPDM/โฟมดีButyl/ยางสังเคราะห์ ทนทาน
Spiderผ้าบาง 1 ชั้นผ้า 2 ชั้น หรือแข็งขึ้น2–3 ชั้น ควบคุม linearity
T/S consistencyดอกละดอกต่างกัน 10–20%ต่างกัน 5–10%ต่างกัน < 3%
Xmax จริงมักต่ำกว่าที่ระบุใกล้ที่ระบุตามที่ระบุ หรือสูงกว่า
Sensitivity จริงต่ำกว่าที่ระบุ 3–5 dBใกล้ที่ระบุตามที่ระบุ ±1 dB

ข้อสังเกตจากชุมชน DIY ไทยและปัญหาที่พบบ่อย: ดอกจีนราคา 59 บาทที่เขียน “40W 4Ω 4 นิ้ว” จริง ๆ แล้ว sensitivity อาจแค่ 82 dB (เขียน 88 dB), Xmax แค่ 2mm (ไม่ระบุ), magnet เล็กมาก → เบสออกน้อย เปิดดังแล้วเพี้ยนเร็ว ดีไซน์ตู้ ported ด้วย T/S ที่ผิด → เบส boom แต่ไม่ลึก

ทดลองทำเอง

ทดลอง 1: วัด Re ด้วยมัลติมิเตอร์

อุปกรณ์: มัลติมิเตอร์, ดอกลำโพง 3–5 ดอก

ขั้นตอน:

  1. ถอดสายลำโพงออกจากแอมป์
  2. วัดความต้านทาน DC
  3. บันทึก: ดอก A (เขียน 4Ω) วัดได้เท่าไร? ดอก B (เขียน 8Ω) วัดได้เท่าไร?
  4. คำนวณ Re/Nominal ratio: วัดได้ ÷ เขียน

คำถาม: ถ้า ratio ต่ำกว่า 0.7 → เกิดอะไร? (เฉลย: voice coil สั้นกว่าปกติ หรือมี short บางส่วน) ถ้า ratio สูงกว่า 0.9 → เกิดอะไร? (เฉลย: voice coil ยาวกว่าปกติ หรือเขียน nominal ผิด)

ทดลอง 2: หา Fs โดยประมาณ

อุปกรณ์: REW หรือแอป tone generator + มัลติมิเตอร์ AC

ขั้นตอน:

  1. ต่อดอกลำโพงกับมัลติมิเตอร์โหมด AC voltage (หรือใช้ REW กับ microphone)
  2. เล่น sine wave sweep จาก 20Hz → 200Hz
  3. วัดว่าที่ความถี่ใด voltage (หรือ SPL) สูงสุด — นั่นคือ Fs
  4. บันทึก Fs ของแต่ละดอก

คำถาม: ดอก 3 นิ้ว Fs อยู่ที่เท่าไร? ดอก 6.5 นิ้ว? (เฉลย: 3 นิ้วมัก 100–150Hz, 6.5 นิ้วมัก 40–70Hz)

ทดลอง 3: ใช้ WinISD คำนวณตู้

อุปกรณ์: WinISD (ฟรี), T/S parameters ของดอก (จาก datasheet หรือวัดเอง)

ขั้นตอน:

  1. เปิด WinISD → New Project → ใส่ T/S parameters (Fs, Qts, Vas, Re, Sd, Xmax)
  2. เลือก enclosure type: Sealed (ตู้ปิด) หรือ Vented (ตู้พอร์ต)
  3. WinISD จะคำนวณ optimal volume (ตู้ที่เหมาะสมที่สุด)
  4. เปลี่ยน volume แล้วดูกราฟ frequency response — เห็นไหมว่า ถ้าตู้เล็กเกิน เบสจะหาย?
  5. บันทึก: optimal volume สำหรับ sealed และ ported

คำถาม: ถ้า Vas=15L Qts=0.35 Fs=45Hz — WinISD บอก optimal ported กี่ลิตร? tuning เท่าไร? (เฉลย: มัก ~18–22L, tuning ~35–40Hz)

อาการเสียที่เจอบ่อย

อาการสาเหตุวิธีตรวจค่าปกติค่าผิด
เสียงแตกที่เบสหนักXmax exceeded (bottoming)ลด volume ดูหายไหมไม่แตกที่ volume ปกติแตกที่ volume ต่ำ
เสียงเบาลงหลังเปิดดังThermal compressionวัด sensitivity ก่อน/หลังคงที่ ±1 dBลด 3–6 dB
เบส boom แต่ไม่ลึกQts สูง / ตู้ ported ผิดดู WinISD frequency responseเรียบลงถึง Fsมี hump ที่ 100–150Hz
เสียงกลางแหลมหายVoice coil เปิด (open)วัด Re = ∞3–6Ω (4Ω nominal)
เสียงเบาทุกความถี่Voice coil shortวัด Re = 0–1Ω3–6Ω0–1Ω
เสียงกระพริบSurround หรือ spider ขาดดู cone เอียงขยับตรงเอียง

Decision Rule

ถ้าคุณต้องการ…เลือกดอกที่…เพราะ…
ลำโพงพกพาจิ๋ว (ขนาดเล็กสุด)Fs สูง (80–120Hz), Vas ต่ำ (<5L), sensitivity สูง (88+ dB)ไม่ต้องการเบสลึก ต้องการดังจากกำลังน้อย
ลำโพงใช้ในห้องFs ต่ำ (40–70Hz), Qts 0.3–0.5, Vas 8–20Lตู้ขนาดกลาง เบสพอใช้
ซับวูฟเฟอร์Fs ต่ำ (<40Hz), Xmax สูง (>8mm), Vas ใหญ่เบสลึก ดัง ตู้ใหญ่
ประหยัดกำลังSensitivity สูง (>90 dB)ดังขึ้น 3 dB = ใช้กำลังครึ่งหนึ่ง
ความเที่ยงตรงQts 0.3–0.4, flat responseไม่ boom ไม่แห้ง
ราคาประหยัดดอกจีน generic แต่ดู Re และ sensitivity จริงบางตัวใช้ได้ถ้าไม่ต้องการเบสลึก

สรุปบทที่ 4

  1. T/S Parameters คือค่าทางฟิสิกส์ ที่ให้เราคำนวณตู้ได้ — ไม่ใช่ตัวเลขโฆษณา
  2. Fs บอกว่าเล่นเบสลึกแค่ไหนได้ ถ้าไม่มีตู้ (free air)
  3. Qts บอกว่า cone “สั่น” อย่างไร — ต่ำ = ตู้ ported, สูง = ตู้ sealed
  4. Vas บอกว่าต้องใช้ตู้ใหญ่แค่ไหน — สูง = ตู้ใหญ่
  5. Xmax บอกว่าเล่นเบสดังได้แค่ไหนโดยไม่เพี้ยน
  6. Sensitivity บอกว่าต้องใช้กำลังเท่าไรถึงจะดัง — สูง = ประหยัดแอมป์
  7. Re วัดได้จริง — มัก 0.7–0.85 × Nominal Impedance
  8. Break-in มีจริงแต่เล็กน้อย — อย่าจมูกไปกับคำโฆษณา
  9. ดอกถูกกับดอกแพงต่างกันที่วัสดุ การควบคุมคุณภาพ และ T/S consistency

แบบฝึกหัด

  1. ถ้าดอก A Fs=120Hz Qts=0.8 Vas=3L sensitivity=85dB — เหมาะกับตู้แบบไหน? เล่นเบสได้ลึกไหม?
  2. ถ้าดอก B Fs=40Hz Qts=0.35 Vas=20L sensitivity=88dB — WinISD จะบอกให้ใช้ตู้ประมาณกี่ลิตรสำหรับ ported?
  3. ทำไม sensitivity สูงถึงประหยัดกำลัง? คำนวณ: ลำโพง 82 dB กับ 91 dB ต่างกันเท่าไรในกำลังที่ต้องการเพื่อให้ดัง 100 dB?
  4. วัดดอกลำโพงที่มี nominal 4Ω ได้ 2.5Ω → ปกติหรือผิด? ถ้าผิด สาเหตุอาจเป็นอะไร?
  5. ทำไม Xmax ถึงสำคัญกับซับวูฟเฟอร์? (เฉลย: เบสต้องการผลักอากาศมาก = cone ต้องขยับไกล)