บทที่ 5: ตู้ปิด ตู้พอร์ต และ Passive Radiator
ศัพท์สำคัญประจำบท
ศัพท์หลักที่ต้องเข้าใจก่อน
| คำศัพท์ | ความหมายแบบสั้น | ใช้กับงานลำโพงอย่างไร | ตัวอย่าง/ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| Sealed (ตู้ปิด) | ตู้ปิดสนิทใช้อากาศเป็นสปริง | เบสแน่น คุม cone ดี | เบสไม่ลึกเท่า ported |
| Ported (ตู้พอร์ต) | ตู้มีท่อพอร์ตช่วยสั่นพ้อง | เบสลึกขึ้นโดยไม่เพิ่มวัตต์มาก | จูนผิด = boom/ลมพอร์ต |
| Passive Radiator (PR) | “พอร์ตแบบแผ่น” ไม่มีรู | ลดเสียงลม เหมาะกับตู้เล็ก | ต้องจูนมวลให้ถูก |
| Vb | ปริมาตรตู้ (ลิตร) | ใช้คำนวณตู้ใน WinISD | Net volume ต้องหักปริมาตรดอก/พอร์ต |
| Fb | ความถี่จูนของพอร์ต/PR | กำหนดว่าเบสพุ่งตรงไหน | Fb สูงไป = boom ไม่ลึก |
| Qtc | ค่าความหนืดของระบบตู้ปิด | เลือกโทนเบส (แน่น vs บวม) | Qtc สูงเกิน = เบสบวม |
ศัพท์เสริมที่จะเจอในบท
| คำศัพท์ | ความหมายแบบสั้น | ใช้กับงานลำโพงอย่างไร | ตัวอย่าง/ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| F3 | ความถี่ที่ตกลง 3 dB | ใช้บอก “ลงได้ลึก” คร่าว ๆ | F3 ไม่บอกความดังทั้งหมด |
| Port Velocity | ความเร็วลมในพอร์ต | สูงเกิน = เสียงลม (chuffing) | มักตั้งเป้า <17 m/s |
| Bracing | โครงค้ำในตู้ | ลดการสั่นของแผ่นตู้ | ตู้สั่น = เสียงขุ่น |
| Damping | วัสดุซับเสียงในตู้ | ลด standing wave/เสียงก้อง | ใส่มากไปอาจลดประสิทธิภาพ |
เปิดบท: ทำไมตู้ไม่ใช่แค่ “กล่องใส่”
มือใหม่มักคิดว่าตู้ลำโพงคือ “กล่องไม้ที่เอาไว้ใส่ดอก” แต่ในทางเสียงศาสตร์ ตู้คือ วงจรเชิงกล (mechanical-acoustic circuit) ที่ปรับแต่ง frequency response ของดอก:
- ตู้ปิด = แอร์สปริง (air spring) ที่ควบคุม cone ให้สั่นเร็วขึ้น → เบสแน่น แต่ไม่ลึก
- ตู้พอร์ต = ตัวสั่นพ้อง Helmholtz resonator ที่ช่วยดัน cone ให้ผลักอากาศเพิ่มที่ความถี่ต่ำ → เบสลึกขึ้น 3–10 dB
- Passive Radiator = พอร์ตที่ใช้แผ่นกระจายเสียงแทนรู (ไม่มีเสียงลม)
ข้อสังเกตจากชุมชน DIY ไทยและปัญหาที่พบบ่อย: “ทำตู้ใหญ่ ๆ แล้วเบสจะออกดี” — ผิดครึ่งหนึ่ง ถ้าดอกมี Vas=5L แล้วคุณทำตู้ 50L แบบ ported ด้วย tuning สูงเกิน → เบส boom ที่ 80–120Hz แต่ไม่ลึก ถูกต้องคือใช้ WinISD คำนวณตู้ที่เหมาะกับดอก ไม่ใช่เอาตู้ที่เหลือมาใส่ดอก
ภาพที่ 5.1 เปรียบเทียบ 3 ประเภทตู้: ตู้ปิด (เบสตึง ควบคุมง่าย), ตู้พอร์ต (เบสลึก ดัง แต่ต้องจูนพอร์ต), Passive Radiator (ไม่มีรู ไม่มีเสียงลม แต่ต้องปรับมวล)
ตู้ปิด (Sealed / Acoustic Suspension)
หลักการ: ดอกอยู่ในตู้ที่ปิดสนิท (ยกเว้นรูสายไฟเล็ก ๆ) อากาศในตู้ทำหน้าที่สปริงที่ควบคุม cone แทน spider + surround
ข้อดี:
- Transient response ดีที่สุด (เบสตีแล้วหยุดเร็ว — เหมาะกับ jazz, classical, acoustic)
- ตู้เล็กกว่า ported สำหรับดอกเดียวกัน
- ไม่มี tuning frequency → ไม่มี port noise (chuffing)
- ป้องกัน cone overexcursion ได้ดีกว่า ported ที่ความถี่ต่ำกว่า tuning
ข้อเสีย:
- เบสไม่ลึกเท่า ported (F3 สูงกว่า)
- ต้องใช้กำลังมากกว่า (ไม่มี resonator ช่วย)
- ไม่มี boost ที่เบส → sensitivity ต่ำกว่า ported 3–6 dB
เลือกดอก: Qts 0.4–0.7 เหมาะกับ sealed (ถ้า Qts < 0.4 ตู้จะเล็กมาก แต่เบสแห้ง ถ้า Qts > 0.7 เบสจะ boom)
Qtc (System Q ของตู้+ดอก):
- Qtc = 0.5: แน่นที่สุด แต่เบสต่ำที่สุด (ตู้ใหญ่)
- Qtc = 0.707 (Butterworth): ความถี่ตัดที่ต่ำที่สุดโดยไม่มี peak → สมดุล
- Qtc = 1.0: มี peak เล็กน้อยที่เบส → boom นิดหน่อย (ตู้เล็กที่สุด)
WinISD: เลือก Sealed → ใส่ Qtc ที่ต้องการ → WinISD คำนวณ Vb (box volume) ให้
ตัวอย่าง: ดอก 4 นิ้ว Fs=75Hz, Qts=0.55, Vas=6L → WinISD บอก Qtc=0.707 ต้องใช้ตู้ ~4.5L (ถ้าทำตู้ 2L → Qtc=1.0+ → boom ถ้าทำตู้ 10L → Qtc=0.5 → แห้ง)
ภาพที่ 5.2 ตู้เล็ก (Vb < Vas) เบสแห้ง Qtc สูง vs ตู้ใหญ่ (Vb ≥ Vas) เบสลึก Qtc ต่ำ แต่ต้องมีกำลังขับมากขึ้น
ตู้พอร์ต (Ported / Bass Reflex)
หลักการ: ตู้มีรู (port) เปิดสู่ภายนอก อากาศใน port สั่นพ้องกับอากาศในตู้ (Helmholtz resonator) ที่ความถี่ tuning (Fb) ช่วยดัน cone ให้ผลักอากาศออกทาง port เพิ่มขึ้น → boost เบสที่ความถี่ต่ำ
ข้อดี:
- เบสลึกกว่า sealed (F3 ต่ำกว่า 1/3–1 octave)
- Sensitivity สูงกว่า sealed 3–6 dB ที่เบส (ประหยัดกำลัง)
- เหมาะกับ pop, EDM, rock (ต้องการเบสดัง)
ข้อเสีย:
- Transient response ช้ากว่า sealed (เบสตีแล้ว “กังวาน” นานกว่า)
- ถ้าเล่นความถี่ต่ำกว่า tuning frequency (Fb) cone จะ move มหาศาล → bottoming (ต้องใช้ subsonic filter)
- Port noise (chuffing) ถ้า port เล็กเกิน → ได้ยินเสียงลม “วู้ วู้”
- ตู้ใหญ่กว่า sealed
เลือกดอก: Qts < 0.4 เหมาะกับ ported (ถ้า Qts สูงเกิน 0.5 → ported จะมี hump ใหญ่ที่เบส)
คำนวณพอร์ต:
- Port area (cm²) = (Vd × 16,500) / (port velocity ที่ยอมรับได้) — ถ้า port velocity > 17 m/s จะ chuff
- กฎ thumb: port diameter ≥ 1/4 ของ cone diameter (เช่น ดอก 6 นิ้ว → port ≥ 1.5 นิ้ว = ~38mm)
- Slot port (รูสี่เหลี่ยม) ให้ port area เท่ากับ round port ที่เส้นรอบวงเท่ากัน
Port Length: ยิ่งยาว = tuning frequency ยิ่งต่ำ ยิ่งสั้น = tuning frequency ยิ่งสูง
Flared Port (พอร์ตปากบาน): ลด port noise ได้ 30–50% เพราะลด turbulence ที่ปากพอร์ต
ตัวอย่าง: ดอก 6.5 นิ้ว Fs=45Hz, Qts=0.35, Vas=15L → WinISD บอก ported optimal ที่ Vb=20L, Fb=38Hz → F3 ≈ 35Hz (ลึกกว่า Fs!) แต่ถ้าทำตู้ 10L → Fb ต้องสูงขึ้น → F3 สูงขึ้น → เบสหาย
ภาพที่ 5.3 ความสัมพันธ์ระหว่างความยาวพอร์ต/เส้นผ่านศูนย์กลาง vs ความถี่จูน (Fb) — พอร์ตยาวขึ้นหรือเส้นผ่านศูนย์เล็กลง = Fb ต่ำลง
Passive Radiator (PR)
หลักการ: แทนรูพอร์ต ใช้แผ่นกระจายเสียง (radiator) ที่ไม่มี voice coil/magnet — ถูกดันโดยแรงสั่นของ cone ผ่านอากาศในตู้ เหมือน piston ที่สั่นพ้องกับ cone
ข้อดี:
- ไม่มี port noise (chuffing) เพราะไม่มีลมไหลผ่านรู
- ไม่มีรูที่ต้องระวัง (เด็กยัดมือ, แมลง, ฝุ่น)
- ดูสวยงามกว่า (บางคนชอบดู PR สั่น)
ข้อเสีย:
- แพงกว่าพอร์ต (ต้องซื้อ PR แยก หรือใช้ดอกเก่าไม่มี magnet เป็น PR)
- ต้องปรับ mass (ใส่น้ำหนัก) ให้ tuning frequency ถูกต้อง
- Xmax ของ PR ต้องสูงพอ (มักต้อง ≥ Xmax ของ active driver)
Mass ของ PR: ยิ่งหนัก = tuning frequency ต่ำลง ยิ่งเบา = tuning frequency สูงขึ้น วิธีปรับ: ใส่น้ำหนัก ( washer, ดินน้ำมัน, หรือน้ำหนักเฉพาะสำหรับ PR) บน PR
ตัวอย่าง: ใช้ดอกลำโพงเก่า ไม่มี magnet (หรือถอด magnet ออก) เป็น PR — ใส่น้ำหนักจน resonance ของ PR (เมื่ออยู่ในตู้) เท่ากับ Fb ที่ต้องการ (เช่น 35Hz) วิธีวัด: แขวน PR ด้วยยางยืด ตีแล้วฟังเสียง / ใช้ REW วัด
วัสดุตู้ — ไม่ใช่แค่ “หนา”
MDF (Medium Density Fiberboard):
- ข้อดี: หนาแน่น สม่ำเสมอ ไม่มี knots ตัดง่าย ราคาถูก (ฟิตละ 200–400 บาท)
- ข้อเสีย: หนัก ดูดความชื้น (ระวังในที่เปียก) ไม่ทนต่อการกระแทก
- ใช้: ตู้ลำโพงมาตรฐาน 15–18mm สำหรับลำโพงขนาดเล็ก–กลาง
Plywood (ไม้อัด):
- ข้อดี: เบากว่า MDF ทนความชื้นมากกว่า แข็งแรงกว่า
- ข้อเสีย: มี knots ไม่สม่ำเสมอ ราคาสูงกว่า อาจมี voids (ช่องว่างภายใน)
- ใช้: ตู้ที่ต้องเบาและทนทาน (ลำโพงพกพา, stage monitor)
Acrylic / PVC:
- ข้อดี: ใส สวย ทำความสะอาดง่าย
- ข้อเสีย: สั่นง่าย ( resonances ที่ 500–2000Hz) ต้องหนา ≥ 8mm ถึงจะพอใช้ ราคาสูง
- ใช้: ตู้โชว์ ลำโพงโต๊ะทำงาน
3D Print (PLA / PETG / ABS):
- ข้อดี: ออกแบบรูปทรงอะไรก็ได้ ไม่ต้องใช้เครื่องมือไม้
- ข้อเสีย: PLA อ่อน สั่น (ต้อง wall thickness ≥ 3–4mm) ร้อนแล้ว deform ABS หดตัว PETG ดีที่สุด
- ใช้: ตู้เล็ก ๆ (จิ๋ว) หรือตู้ที่มีรูปทรงซับซ้อน
ความหนาที่แนะนำ:
- ลำโพง 2–3 นิ้ว: 9–12mm
- ลำโพง 4–5 นิ้ว: 12–15mm
- ลำโพง 6.5–8 นิ้ว: 15–18mm
- ซับวูฟเฟอร์ 10–12 นิ้ว: 18–25mm
ข้อสังเกตจากชุมชน DIY ไทยและปัญหาที่พบบ่อย: ตู้ราคาถูกบางครั้งใช้ chipboard (particle board) ที่บาง 9mm + ไม่มี bracing → สั่นตัวเองที่ 100–300Hz → เสียง muddy ไม่ชัด วิธีแก้: เติม bracing (ไม้ขวางภายใน) หรือทา damping material (ข้อมูลจากประสบการณ์ส่วนตัว/กลุ่ม DIY ไทย ไม่ใช่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์)
ภาพที่ 5.4 Standing wave ในตู้ลำโพง — คลื่นเสียงสะท้อนผนังซ้อนคลื่นต้น แก้ด้วยการใส่ absorbent หรือออกแบบตู้ไม่เป็นทรงสมมาตร
Damping Material (วัสดุซับเสียงภายใน)
ทำไมต้องมี:
- ดูดซับ standing wave (คลื่นสะท้อน) ภายในตู้ → ลด resonances
- ชะลออากาศ → เพิ่ม “effective volume” (เหมือนตู้ใหญ่ขึ้น 20–30%)
- ลดเสียงก้อง (echo) ภายในตู้
ชนิด:
- Polyfill (ใยสังเคราะห์ คล้ายหมอน): ราคาถูก ใช้ง่าย ไม่มีฝุ่น ใช้ 0.5–1 lb/ft³
- Fiberglass insulation: ดีที่สุดในการดูดซับ แต่มีฝุ่นระคายเคือง ต้องใส่ถุงหรือกางข่าย
- Acoustic foam (โฟมหนา): ดีกับความถี่สูง แต่เบสผ่านได้ → ใช้ร่วมกับ polyfill
- Egg crate foam: ราคาถูก ดีพอใช้ หาซื้อได้ที่ห้าง
วิธีใช้: ไม่ต้องยัดเต็มตู้ (อาจลด volume มากเกิน) แต่ให้กระจายตามผนัง โดยเฉพาะด้านหลังดอกและด้านตรงข้าม สำหรับตู้เล็ก ๆ ใช้ 20–50% ของ volume
Baffle Step และ Diffraction
Baffle Step: เมื่อความถี่ wavelength ยาวกว่าความกว้างของ baffle (แผงหน้าตู้) เสียงจะ “หลุดรอบ” ไปด้านหลัง baffle → สูญเสีย 6 dB (เพราะเสียงจากด้านหลัง cancel ด้านหน้า) ทำให้เบสต่ำลง
วิธีแก้:
- Baffle ใหญ่ขึ้น (แต่ทำตู้ใหญ่ขึ้น)
- Baffle Step Compensation (BSC) ใน crossover หรือ DSP — boost เบส 3–6 dB
- ใช้ Near-field Monitor (ฟังใกล้ ๆ) ที่ baffle step มีผลน้อย
Diffraction: เสียงที่ขอบ baffle (มุมตู้) สะท้อนกลับ → ทำให้ frequency response มี ripple (ขึ้นลง) ที่ 2–10 kHz
วิธีแก้:
- ขอบ baffle โค้ง (roundover) ไม่มีมุมคม
- Baffle ใหญ่ → ripple ที่ความถี่ต่ำลง (อาจนอกช่วงที่สนใจ)
- ใช้ DSP จูนออก
ทดลองทำเอง
ทดลอง 1: คำนวณตู้ด้วย WinISD
อุปกรณ์: WinISD, T/S parameters ของดอก
ขั้นตอน:
- เปิด WinISD → New → ใส่ T/S (Fs, Qts, Vas, Re, Sd, Xmax)
- เลือก Sealed → กำหนด Qtc=0.707 → บันทึก Vb, F3
- เลือก Vented → ให้ WinISD คำนวณ optimal → บันทึก Vb, Fb, F3, กราฟ response
- เปรียบเทียบกราฟ sealed vs ported — เห็นไหมว่า ported มี boost ที่เบส?
- ลองเปลี่ยน Vb ของ ported → ดูว่า F3 เปลี่ยนอย่างไร
คำถาม: ถ้าดอก Vas=10L, Qts=0.4, Fs=50Hz → Sealed ที่ Qtc=0.707 ต้องใช้กี่ลิตร? Ported optimal กี่ลิตร? F3 ต่างกันเท่าไร?
ทดลอง 2: ทดสอบ Port Noise
อุปกรณ์: ตู้ ported ที่ทำเอง, เพลงเบสหนัก (เช่น sine wave 30–50Hz)
ขั้นตอน:
- เปิดเพลงเบสที่ระดับปกติ
- เอามือวางที่ปากพอร์ต — รู้สึกลมไหม? แรงแค่ไหน?
- เพิ่ม volume — ได้ยินเสียง “วู้ วู้” (chuffing) ไหม?
- ถ้ามี chuffing → พอร์ตเล็กเกิน ต้องใช้พอร์ตใหญ่ขึ้นหรือ flared port
คำถาม: ถ้าพอร์ตเส้นผ่านศูนย์กลาง 30mm แต่ดอก 8 นิ้ว Xmax=8mm — chuffing เกิดที่ความถี่เท่าไร? (เฉลย: มักเกิดที่ความถี่ใกล้ Fb ถ้า port velocity > 17 m/s)
ทดลอง 3: ฟัง Baffle Step
อุปกรณ์: ลำโพงตู้เปิด (ไม่มีหลัง) หรือตู้ baffle ขนาดต่าง ๆ
ขั้นตอน:
- ต่อลำโพงเข้า baffle ขนาด 10cm×10cm (เล็ก)
- เล่น sweep 100Hz → 1kHz — ฟังว่าเบสต่ำหายไปเมื่อไร?
- เปลี่ยนเป็น baffle 30cm×30cm (ใหญ่)
- เล่นอีกครั้ง — เบสต่ำยังคงอยู่ไหม?
คำถาม: ทำไม baffle ใหญ่ถึงได้ยินเบสต่ำดีกว่า? (เฉลย: เมื่อ wavelength ยาวกว่า baffle width เสียง “หลุดรอบ” baffle → สูญเสีย 6 dB ถ้า baffle ใหญ่ → wavelength ที่หลุดรอบต้องยาวกว่า → เกิดที่ความถี่ต่ำกว่า)
อาการเสียที่เจอบ่อย
| อาการ | สาเหตุ | วิธีตรวจ | ปกติ | ผิด |
|---|---|---|---|---|
| เบส boom แต่ไม่ลึก | Port tuning สูงเกิน / ตู้เล็กเกิน | วัด Fb (เล่น sweep แล้วฟัง peak) | Fb ใกล้ Fs ของดอก | Fb > Fs มาก |
| เบสแห้ง ไม่มี punch | Sealed ที่ Qtc สูง / ตู้ใหญ่เกิน | WinISD ดู Qtc | Qtc 0.5–0.707 | Qtc > 1.0 |
| Port noise (chuffing) | Port เล็ก / ไม่มี flare | ฟังที่ปาก port ตอนเบสหนัก | เงียบ | วู้ วู้ |
| เบส muddy ไม่ชัด | ตู้สั่น / ไม่มี bracing | แตะตู้ตอนเล่นเบส | นิ่ง | สั่นมาก |
| เบสหายไปบางความถี่ | Standing wave ในตู้ | REW วัดตู้ว่าง / มี damping | เรียบ | มี dip |
| แหลม harsh | Diffraction ที่ขอบ baffle | มุม baffle คม | โค้งมน | คม |
Decision Rule
| ถ้าคุณต้องการ… | เลือก… | เพราะ… |
|---|---|---|
| เบสแน่น punchy | Sealed, Qtc 0.707 | Transient เร็ว ไม่กังวาน |
| เบสลึกดัง | Ported, optimal tuning | Helmholtz resonator boost |
| ไม่มี port noise | Passive radiator | ไม่มีลมไหล |
| ตู้เล็กที่สุด | Sealed หรือ PR | ตู้ปิดเล็กกว่า ported |
| ประหยัดกำลังที่เบส | Ported | Sensitivity สูงกว่า 3–6 dB |
| เสียงเอกoustic/jazz | Sealed | Transient ดีที่สุด |
| EDM/hip-hop/มัน ๆ | Ported หรือ PR | เบสลึกดัง |
สรุปบทที่ 5
- ตู้ไม่ใช่กล่อง แต่เป็นวงจรเชิงกลที่ปรับ frequency response
- Sealed: เบสแน่น punchy ตู้เล็ก แต่ไม่ลึก ไม่ boost
- Ported: เบสลึกดัง ประหยัดกำลัง แต่มี port noise และ bottoming ต่ำกว่า Fb
- Passive Radiator: ไม่มี port noise แต่ต้องปรับ mass และแพงกว่า
- วัสดุตู้: MDF มาตรฐาน plywood ทนทาน acrylic สวย 3D print อิสระแต่ต้องหนา
- Damping material: ลด standing wave เพิ่ม effective volume ใช้ polyfill/fiberglass
- Baffle step: เสียงเบสหาย 6 dB เมื่อ wavelength ยาวกว่า baffle → BSC หรือ baffle ใหญ่
- Diffraction: ขอบ baffle โค้ง (roundover) ลด ripple ที่แหลม
แบบฝึกหัด
- ดอก Fs=50Hz Qts=0.6 Vas=8L — เหมาะกับ sealed หรือ ported? ทำไม?
- ถ้าตู้ ported 20L tuning ที่ 40Hz แต่เล่น sine wave 30Hz ดัง ๆ → เกิดอะไรขึ้นกับ cone?
- คำนวณ port diameter ขั้นต่ำสำหรับดอก 8 นิ้ว Xmax=6mm (กฎ 1/4 ของ cone diameter)
- ทำไมตู้ราคาถูกถึงเสียง muddy? (เฉลย: ไม่มี bracing + damping + วัสดุบาง)
- Baffle กว้าง 20cm — เสียงต่ำกว่าความถี่ใดจะหาย 6 dB? (เฉลย: wavelength = 2×baffle = 40cm → f = c/λ = 343/0.4 = 857Hz แต่ baffle step เริ่มที่ wavelength ≈ baffle width = 20cm → f = 343/0.2 = 1715Hz สำหรับ baffle 20cm นี้คือความถี่ที่เริ่มหาย)